พ่อค้าแทบช็อก ลูกค้าสั่งพวงมาลัยดอกมะลิ 1.1 ล้านพวงแก้บน

พ่อค้าแทบช็อกสั่งพวงมาลัยดอกมะลิ 1.1 ล้านพวงแก้บน เจ้าของร้านดอกไม้ยืนยันเรื่องจริง แต่ลูกค้าขอเลื่อนหลังสื่อเกาะติดเหตุไม่อยากเป็นข่าว คาดเลื่อนไปเดือนเมษายน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าของร้านพวงมาลัยดอกมะลิ บริเวณทางขึ้นวัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดเผยว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สั่งทำพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อแก้บนหลวงพ่อทันใจที่วัดพระธาตุดอยคำเป็นจำนวนถึง 1.1 ล้านดอก มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่เคยมีการแก้บนมา ซึ่งการแก้บนมีขึ้นหลังจากมารดาของข้าราชการคนดังกล่าวหายไปตามที่ได้บนขอไว้

ล่าสุด นายอ๊อด ( ขอสงวนนามสกุล ) เจ้าของร้านป้าศิลป์ดอกไม้สด บริเวณทางขึ้นวัดพระธาตุดอยคำ ยืนยันว่าได้รับการติดต่อให้จัดทำพวงมาลัยดอกมะลิทั้งหมด 1.1 ล้านพวงตามที่เป็นข่าว โดยมีการติดต่อไว้ล่วงหน้าราว 1 เดือน แต่เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กลับปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ ทำให้ข้าราชการคนนี้ไม่สบายใจเพราะไม่ต้องการเป็นข่าว จึงโทรศัพท์มาเลื่อนการแก้บนไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งทางร้านก็ยินดีผลิตพวงมาลัยดอกมะลิได้ทันทีที่มีการยืนยันวันเวลาแก้บนมา คาดว่าอาจสั่งทำในช่วงเกือนเมษายนเนื่องจากเป็นช่วงที่ดอกมะลิออกดอก ไม่ขาดตลาดเหมือนในช่วงนี้

สำหรับราคาพวงมาลัยดอกมะลิ นายอ๊อดยืนยันว่ายังไม่มีการกำหนดราคาตามที่เป็นข่าว เพราะจะต้องดูราคาหน้าสวน เนื่องจากดอกมะลิมีราคาขึ้นลงแบบวันต่อวัน ทั้งนี้ยอมรับว่าเป็นการแก้บนครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นที่วัดพระธาตุดอยคำ พร้อมยืนยันว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในการผลิตพวงมาลัยดอกมะลิทั้งหมด 1.1 ล้านพวง

แม่ “น้องปอนด์” ถูกไขควงแทง พอใจผลงานตร. เผยยังมีลูกคนมีสีเกี่ยวอีก

แม่และป้า นศ.ศิลปากร ที่ถูก 18 วัยรุ่นใช้ไขควงปักหัวเสียชีวิต พอใจการทำงานตำรวจ แต่ระบุยังมีลูกผู้มีอิทธิพล คนมีสีเกี่ยวข้องอีก นางอรุณรัตน์ ชมโลก อายุ 50 ปี มารดาของนายธีระพงษ์ หรือปอนด์ ฐิตะญาณ อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น บุกเข้าไปรุมทำร้ายในหอพัก และใช้ไขควงแทงศีรษะเสียชีวิต ได้เดินทางมาที่ สภ. ชะอำ พร้อม นางอรุณี ดีสุวรรณ ป้าของน้องปอนด์ และ นายรณรงค์ แก้วเพชร ทนายความอาสาเพื่อติดตามคดี โดยมี พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ชี้แจงรายละเอียดการสืบสวนจับกุม

เบื้องต้น นางอมรรัตน์ และ นางอรุณี เปิดเผยว่า พอใจในผลงานติดตามสืบสวนคดีของเจ้าที่ตำรวจจนนำมาสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 18 คน ซึ่งมีผู้ลงมือก่อเหตุแทงน้องเสียชีวิตอยู่ในกลุ่มด้วย แต่ตนได้ข้อมูลจากเพื่อนน้องปอนด์ว่า ยังมีบุคคลอื่นที่นอกเหนือจาก 18 คน ร่วมในขบวนการก่อเหตุครั้งนี้และคาดว่าจะเป็น ผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง โดยบุคคลดังกล่าวเป็นลูกผู้มีอิทธิพลและคนมีสี อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยของเพื่อนของน้องปอนด์ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บและเป็นพยาน

ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 18 คน ก็เข้ามอบตัวครบหมดแล้ว ซึ่งตั้งข้อกล่าวหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองทุกคน หลังจากพูดคุยและให้ดูพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ฝ่ายผู้เสียหายก็เข้าใจ และสบายใจขึ้น ยืนยันว่า ที่มีกระแสข่าวว่ามีนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาโทรมาคุยกับตนเองนั้น ยืนยันได้ว่าไม่มี และทาง ผกก.สภ.ชะอำ ก็ไม่มี มีแต่ญาติของผู้เสียหายซึ่งเป็นตำรวจโทรมาคุยและฝากให้ดูคดีนี้ด้วยความยุติธรรม ขณะนี้รอผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งตนก็จะเร่งรัดโดยเร็ว

บรรยากาศเช้านี้ที่ “วัดพระธรรมกาย” พระสงฆ์ยังออกบิณฑบาตตามปกติ

บรรยากาศเช้านี้ที่ วัดพระธรรมกาย พระสงฆ์ยังออกบิณฑบาตอาหารจากศิษยานุศิษย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

วันที่ 7 มีนาคม 2560 เวลา 07:00 น. ความคืบหน้าล่าสุด บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ฝั่งตรงข้ามประตู 5-6 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในช่วงเช้า พระธรรมกายออกบิณฑบาตอาหารจากศิษยานุศิษย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยพระภิกษุสงฆ์จากวัดพระธรรมกาย เดินออกมารับบิณฑบาตอาหารจากศิษยานุศิษย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของทหารและตำรวจ หลังจากการบังคับใช้ มาตรา 44 เข้าควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ผ่านมาแล้ว 20 วัน ที่ ตลาดกลางคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

คุณตา สู้ชีวิต ทำบันไดไม้ไผ่ขาย แม้ร่างกายพิการนิ้วหงิกงอ

ตาวัย 75 ปี พิการนิ้วมือหงิกงอทั้ง 2 ข้าง สู้ชีวิตทำบันไดไม้ไผ่ขายริมทาง หารายได้เลี้ยงครอบครัว ที่ จ.จันทบุรี

นายบุญเลิศ เมืองซ้าย อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105/21 หมู่ 17 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี สู้ชีวิตแม้ร่างกายนิ้วมือจะพิการหงิกงอทั้ง 2 ข้าง ที่เป็นมาจากกรรมพันธุ์มานาน 40 ปีแล้ว แต่ไม่ย่อท้อต่อชีวิตนั่งทำบันไดไม้ไผ่ขายอยู่ริมทาง หน้าหมู่บ้านนิคมแพร่งขาหยั่ง มานานกว่า 30 – 40 ปี เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว วันหนึ่งคุณตาจะนั่งทำบันไดไม้ไผ่ได้วันละ 4-5 อัน ขายอันละ 180 – 480 บาท ซึ่งในแต่ละวัน คุณตาจะขายบันไดไม้ไผ่ให้กับลูกค้า และประชาชนที่แวะเวียนมาซื้อไป รวมถึงสั่งทำเพื่อนำไปใช้ในสวนผลไม้ 4 – 5 อัน ทำให้คุณตามีรายได้ตกวันละ 2,000 – 3,000 บาท ซึ่งรายได้ตรงนี้คุณตาก็จะนำไปเลี้ยงครอบครัว คือ ยายวัย 80 ปี ที่เป็นภรรยาคู่ชีวิตกัน

ด้าน คุณตาบุญเลิศ กล่าวว่า ตนเองได้ประกอบอาชีพการทำบันไดไม้ขายมานาน 30 – 40 ปี ทำตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งในตอนนั้นมือเท้ายังดี ๆ อยู่ พอแก่ตัวนิ้วมือเริ่มแข็งและหงิกงอลง แต่ก็ยังสู้ชีวิตและยึดอาชีพการทำบันไดไม้ไผ่ โดยบันไดไม้ไผ่ที่ทำขึ้นมีหลายราคาแตกต่างกันออกไป แต่ละวันก็จะมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อกันเป็นจำนวนมาก จนทำไม่ทัน แต่นิ้วมือที่หงิกงอก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพนี้แต่อย่างไร จึงอยากจะฝากถึงคนที่ท้อแท้ หรือ หมดหวังจงต่อสู้ชีวิตต่อไป ดูอย่างตนเองที่แม้จะพิการแต่ก็ไม่คิดจะย่อท้อต่อชีวิต

สกัดจับล็อตใหญ่ ! รวบผู้ต้องหาขนส่งกัญชาอัดแท่งครึ่งตัน !!

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2556 เวลาประมาณ 12.30 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) ร่วมกับ บก.ปส.2 และ บก.ขส.บช.ปส. ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ได้แก่ นายวัชรพล นาคเสน วัย 29 ปี ,นายคมสัน ไชยโสม วัย 22 ปี,นางไฟวรรณ อรกุล วัย 39 ปี,นายพุดสา ไชวงษา วัย 39 ปี และนางหวายคำ สุวันทอง วัย 27 ปี ได้ที่ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ข้อกล่าวหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา )ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งนี้ระหว่างจับกุมพบของกลางเป็นกัญชาอัดแท่ง น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ตรวจสอบพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาเป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่เดินทางจากแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง จ.หนองคาย เข้ามายังตอนในประเทศ และมีการหลบเลี่ยงด่านตรวจยาเสพติด จ.นครราชสีมา ออกไปทางจ.ชัยภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สะกดรอยตามจนกระทั่งถึง จ.ลพบุรี และได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้มีการลำเลียงของกลางคือกัญชาแห้ง และได้จับกุมผู้ต้องหา พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะได้สืบสวนขยายผลการจับกุมบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์ตาม พ.ร.บ. มาตรการฯ ต่อไปz

พลิกวิกฤตแล้ง!! ชาวนาหันปลูกถั่วลิสงขาย รายได้งามกว่านาข้าว

เกษตรกร จ.ชัยนาท หันปลูกถั่วลิสงพืชใช้น้ำน้อย เผยรายได้ดีกว่าการทำนาข้าว จากภัยแล้งที่กำลังทวีความรุนแรง ทำให้ในหลายพื้นที่ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ เนื่องจากสภาวะขาดน้ำ แต่ยังมีเกษตรกรในพื้นที่ ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท ที่หาทางต่อสู้กับวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยหันไปปลูกถั่วลิสง ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยและที่สำคัญรายได้ดีกว่าการทำนาข้าวด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท ได้พยายามหาพืชทดแทนมาเพาะปลูกแทนการทำนาข้าว เนื่องจากในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำนาปรัง จึงหันไปปลูกถั่วลิสงโดยปรับพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาในการเพาะปลูก โดยนายกิตติ แพ่งนคร อายุ 58 ปี เกษตรในพื้นที่บอกว่า ปกติพื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง แต่ในหน้าแล้งทุกปีระดับน้ำจะลงต่ำ ทำให้นำรถลงมาไถหว่านปลูกถั่วลิสงได้ โดยอาศัยสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาใช้ ซึ่งถั่วลิสงจะเริ่มเพาะปลูกได้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม โดยการลงทุนต่อไร่จะอยู่ที่ 7,000บาท ใช้เวลาในการปลูก 60 วัน เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจะมีรายได้ถึงไร่ละ 17,000 บาท หรือ กำไรไร่ละ 10,000 บาท ในการขายส่งให้พ่อค้าคนกลาง

แต่ถ้าขายปลีกให้แม่ค้าที่นำไปต้มขายจะได้ราคาถึง 23,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งเมื่อเทียบกันแบบไร่ต่อไร่แล้วดีกว่าการทำนาเป็นอย่างมาก แต่ว่าถั่วลิสงจะทำได้รอบเดียว เพราะถ้าทำต่อเนื่องก็จะไปเจอช่วงเดือนเมษายนที่แล้งจัด ผลผลิตจะได้ไม่ดีไม่คุ้มค่าการลงทุน

ฮือฮา! หลักกิโลแฝดให้โชค งวดหน้าเซียนหวยรอลุ้นต่อ

พบหลักกิโลเมตรแฝดให้โชค เลขประจำหลักตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว งวดประจำวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา วันที่ 6 มีนาคม 2560 ที่ จ.ชัยนาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบหลักบอกระยะทาง หรือหลักกิโลเมตรที่แปลกไม่เหมือนใคร คือเป็นหลักกิโลเมตรแฝด และที่สำคัญเป็นหลักกิโลที่ให้โชค เพราะเลขประจำหลัก ตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว งวดประจำวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมาด้วย

ทีมข่าวของเรารายงานว่า ที่บริเวณจุดกลับรถหน้าสวนนกชัยนาท บนทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน พื้นที่ ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท มีหลักกิโลเมตรที่มีความแปลกตั้งอยู่ เพราะเป็นหลักกิโลเมตรแฝด หรือมี 2 หลักตั้งอยู่คู่กัน ในจุดเดียวกัน สร้างความฮือฮาและแปลกใจแก่ผู้ที่พบเห็น หลายคนบอกว่าขับรถผ่านจุดนี้มานานหลายปีแต่ก็ไม่ค่อยได้สังเกตเห็นความพิเศษนี้ จนกระทั่งมีการพูดคุยกันในกลุ่มโลกออนไลน์ ทำให้ขับรถมาดูซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจ ทำให้ต้องถ่ายรูปไว้อวดเพื่อน ๆ ว่ามาดูด้วยตัวเองแล้ว

แต่ความพิเศษของหลักกิโลเมตรจุดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การเป็นหลักแฝดเท่านั้น เพราะหลักกิโลเมตรทั้งคู่นี้มีเลขประจำหลักกิโลเมตรที่ไปตรงกับรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยคือ เป็นหลักกิโลเมตรที่ 278 ที่ไปตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ที่ออก 78 ในงวดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ยิ่งสร้างความฮือฮามากยิ่งขึ้น เพราะคอหวยจำนวนมากหวังจะนำเลขที่อยู่บนหลักกิโลเมตรแฝดนี้ไปเสี่ยงโชคด้วย เพราะยังมีตัวเลขอีก 2 ชุดคือ 22 และ 44 ซึ่งคงต้องลุ้นกันในงวดต่อไปว่า หลักกิโลเมตรแฝดจะให้โชคอีกหรือไม่

กทม.จ่อรื้อบ้านชุมชนป้อมมหากาฬ 6 มี.ค.นี้

กรุงเทพมหานครรื้อบ้าน1หลัง ในชุมชนป้อมมหากาฬเป็นไปอย่างราบรื่น เตรียมรื้ออีก 10 หลัง 6 มี.ค.นี้ วันนี้(4 มี.ค.) เจ้าหน้าที่กทม.ได้ดำเนินการรื้อถอนบ้านเลขที่ 203 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ติดกับคลองโอ่งอ่าง โดยเป็นบ้านที่เคยเกิดกรณีถกเถียงเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2559 ที่ผ่านมาเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้เข้ารื้อถอนโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้ชาวบ้านออกมาคัดค้านจนต้องยุติการรื้อในที่สุด

สำหรับการรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าวในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากมีการพูดคุยตกลงกับชุมชนไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยภายหลังการรื้อถอนเสร็จสิ้น ชิ้นส่วนที่ถูกรื้อได้นำลำเลียงลงเรือเล็กของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ล่องตามคลองโอ่งอ่างเพื่อจัดเก็บไว้บริเวณสวนสาธารณะที่ติดกับชุมชนป้อมมหากาฬ นายพรเทพ บูรณะบุรีเดช รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้ ทางชุมชนไม่ได้ขัดขืน เพราะมีการตกลงกันในเบื้องต้นโดยมีทหารเป็นสื่อกลาง และในวันจันทร์ที่ 6 มีนาคม กทม.มีแผนการรื้อถอนบ้าน 10 หลังตามประกาศ ทางชุมชนจะขอให้มีการเจรจา และตรวจสอบจำนวนบ้านที่จะถูกรื้ออีกครั้ง เนื่องจากในจำนวน 10 หลังนี้ มีเจ้าบ้าน 3-4 หลังที่ไม่ได้สมัครใจตามที่กทม.กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สถานการณ์โดยรวมในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุรุนแรง หรือการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กทม.

ราคาเท่าบ้าน 1 หลัง โคราชจัดแสดง ‘กุ้งเครฟิช’ ราคา 1 ล้านบาท

จังหวัดนครราชสีมาจัดงานมหกรรมประกวดกุ้งเครฟิชการกุศล พร้อมโชว์กุ้งราคา 1 ล้านบาท มีประชาชนสนใจร่วมงานจำนวนมาก ที่บริเวณลานพระอาทิตย์ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมา กลุ่ม “CRAYFISH O.M.G.” เปิดโลก “กุ้งเครฟิช” หรือ “กุ้งสวยงาม” ได้จัดงาน “CRAYFISH BIG SURPRISE”

โดยมีนายณรงค์ วุ่นซิ้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน และมีประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีไฮไลท์ของงานได้มีการโชว์กุ้งค่าตัวแพงหลัก 100,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท ประกวดกุ้งเครฟิชสายพันธุ์เนื้อ พร้อมบูธกุ้งสายพันธุ์ต่างๆ ประมูลกุ้งจากฟาร์มต่างๆ เพื่อการกุศลและบูธอุปกรณ์เลี้ยงกุ้ง พร้อมกิจกรรมเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม 2560โดยภายในงาน มีการประกวดกุ้งเครฟิช ที่เป็นสายพันธุ์เนื้อ หรือที่เรียกว่าสาย C (Cherax) คือ กุ้งก้ามแดง, อดิบัส, เดสครัทเตอร์ และบลูเพิล และการประกวดกุ้งสวยงาม หรือที่เรียกว่าสาย P (Procambarus clarkia) คือ สโนว์, ไบร์ทออเร้น, บลูอัลเลนี่, เรจเจแปน และการประกวดกุ้งประเภทโกส และโกสด่าง เพื่อชิงถ้วยรางวัลจากแม่ทัพภาคที่ 2, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, เดอะมอลล์โคราช, เทศบาลฯ, องค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ, หอการค้าฯ, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด, นายวัชรพล โตมรศักดิ์ และเทศบาลตำบลหัวทะเล พร้อมเกียรติบัตรและเงินสดมูลค่ากว่า 100,000 บาท

นอกจากนั้นภายในงานยังมีกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ที่เป็นผู้นำกุ้งก้ามแดงเข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก, กิจกรรมให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอย่างถูกวิธี,และไฮไลท์ภายในงานคือการนำกุ้งที่มีค่าตัวแพงหลัก 100,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท มาจัดแสดงเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ชมอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นภายในงานยังมีการเปิดบูทนำ “กุ้งก้ามแดง”หรือที่เรียกกันว่า “ล็อบเตอร์น้ำจืด” มาประกอบเมนูอาหารต่างๆ ในราคาย่อมเยาที่ทุกคนสามารถที่จะซื้อรับประทานได้ พร้อมกับมีที่นั่งบรรยากาศฟังดนตรีบรรเลงเบาๆ แบบเป็นกันเองอีกด้วย

พระลูกวัดพระธรรมกายยืนยัน ไม่นำปมคนเสียชีวิตมาสร้างกระแส

พระลูกวัดพระธรรมกาย ยืนยันไม่นำเรื่องการเสียชีวิตมาสร้างกระแสอย่างแน่นอน พร้อมเข้าพบเจ้าหน้าที่หากมีหมายเรียก

พระปลัดเสกสรรค์ อัตตทโม พระลูกวัดพระธรรมกาย ยืนยันว่าทางวัดไม่ได้นำเรื่องกรณีการเสียชีวิตมาสร้างกระแสอย่างแน่นอน พร้อมร้องขอความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต หลังทหารและดีเอสไอ ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน นอกจากนี้ศิษยานุศิษย์ ได้แสดงความกังวลใจถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังพบว่า ร้อยโทธีรนิติ วิริยะกิจติ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในเหตุการชุมมุลที่บริเวณประตู 5 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีความกังวลใจว่าจะใช้กำลังกับศิษยานุศิษย์ พร้อมกล่าวคำชื่นชมถึงวิธีการปฏิบัติตัวของพันเอกธวัชชัย วรรณดิลก เสนาธิการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ และขอวอนให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำไปเป็นตัวอย่าง

ส่วนกรณีที่เมื่อวานนี้ ดีเอสไอได้เดินทางเข้าขอพูดคุยกับตนเอง ส่วนตัวมองว่าการเดินทางเข้ามาพูดคุยนั้นมีกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาด้วย จึงไม่ขอพูดคุยด้วยเนื่องจากกังวลว่าจะถูกจับตัวไป พร้อมยืนยัน ไม่ได้ขัดคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องการยั่วยุ ปลุกปั่น เพียงแต่เป็นการชี้แจงเรื่องข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนเท่านั้น และ หากมีหมายเรียกก็ยินดีที่จะเข้าพบเจ้าหน้าที่