กู้ระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำแคว คาดฝีมือวัยรุ่นคึกคะนอง

“อีโอดี” เมืองกาญจน์ เข้าเก็บกู้ระเบิด”ลูกเกลี้ยง” บนสะพานข้ามแม่น้ำแคว หลังนักท่องเที่ยวเจอซุกในกล่องวางทิ้งไว้ คาดฝีมือวัยรุ่นคึกคะนอง ขณะที่ตำรวจเร่งตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเมื่อวันที่ 19 ม.ค. พ.ต.ท.บำรุง วสุนทรานิติกุล รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.เมือง จ.กาญจนบุรี

รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยอยู่ในกล่องพลาสติกสีส้ม ซุกซ่อนอยู่ใต้ที่พักคนเดิน บนสะพานข้ามแม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม อ.เมืองกาญจนบุรี จึงรีบไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ชวลิต สุขสุวรรณ์ รอง ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี และกำลังชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดกก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรีภายหลังพบเป็นระเบิด

เอ็ม 26 หรือ “ลูกเกลี้ยง” จึงนำยางรถยนต์เข้าวางครอบก่อนเก็บกู้เอาไว้ได้ เบื้องต้นพบว่าเป็นระเบิดสภาพเก่า คาดว่าเป็นฝีมือเด็กวัยรุ่นนำมาทิ้งไว้ด้วยความคึกคะนอง แต่ว่านักท่องเที่ยวมาพบเข้าเสียก่อนอย่างไรก็ตามทางตำรวจจะได้ตรวจหาข้อมูลจากกล้องวงจรปิด เพื่อดูว่าใครเป็นคนนำระเบิดดังกล่าวมาทิ้งไว้ต่อไป

จับคาสุวรรณภูมิเจ้าพ่อยาบ้า เผยส่งยาเข้าไทยกว่า 5 ล.เม็ด

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์รอง ผบช.ก. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.ปส. ชุดสยบไพรี และตำรวจบก.ทท. สนธิกำลังกว่า 100 นาย เข้าร่วมปฎิบัติกา ร”ชัยยะสยบไพรี 60/1″ บุกเข้าจับกุมตัว นายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 41 ปี สัญชาติสปป.ลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับหมายจับศาลอาญาที่ 5/2560 ลงวันที่ 9 มกราคม 2560 ข้อหา “ร่วมกันนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และยังเป็นผู้ค้ายาเสพติดเบอร์ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังต้องการตัวมากที่สุด

โดยจับกุมตัวได้ขณะกำลังเดินออกจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พร้อมควบคุมเพื่อน นายไซซะนะ ได้อีก 3 ราย เป็นชาย 1 ราย และหญิง 2 รายทั้งหมดสัญชาติ สปป.ลาว ไปสอบสวนต่อยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)

ทั้งนี้พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า ผู้ค้ายาเสพติดรายนี้ถือว่าเป็นผู้ค้ารายใหญ่ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามมากว่า 5 ปี แล้ว และไม่เคยมีประวัติการค้ายาแต่จากแนวทางการสืบสวนจาก บช.ปส. บช.ก. และตำรวจภูธรภาคต่าง ๆ ที่สามารถจับเครือข่ายของผู้ต้องหาเอาไว้ได้นั้น พบว่ามีความเชื่อมโยงกัน วันนี้ตนจึงเปิดปฎิบัติการชัยยะสยบไพรี 60/1 บุกเข้าจับกุมผู้ต้องหาพร้อมเตรียมยึดทรัพย์อีกจำนวนมากโดยคนเหล่านี้ได้ฆ่าลูกหลานของเรามากมายเหลือเกิน เป็นเวลากว่า 5 ปี ที่มีคนไทยเครือข่ายของนายไซซะนะ โดนจับไปแล้วประมาณ 50 คน และส่งยาเสพติด (ยาบ้า) เข้ามาในประเทศไทยกว่า 5 ล้านเม็ด

พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ต้องหารายนี้เป็นเครือข่ายเดียวกันกับนายอุสมานสะแลแมง ชาวไทยมุสลิม ซึ่งนักค้ายารายใหญ่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่อื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยผู้ต้องหามีความสำคัญเลยระดับเล่าต๋าแสนลี่ ราชาค้ายาเสพติดรายใหญ่ เทียบเคียงเท่ากับเหว่ย เซียะ กัง นักค้ายาเสพติดระดับโลก โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะมีความรู้การศึกษาที่สูงเพราะมีวิธีการหลบหลีกหนีมาโดยตลอด ซึ่งไม่เคยมีใครถึงตัวเค้าได้เลย และมักจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยแถบทางภาคอีสานโดยวันนี้ผู้ต้องหาพร้อมเพื่อนก็พึ่งเดินทางกลับหลังจากไปเที่ยวภูเก็ตมา ทางเจ้าหน้าที่ต้องเร่งตัดเส้นทางการลำเลียงของขบวนการนี้ให้ได้ อย่างไรก็ตามจะนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส. อีกครั้ง

แม่ค้าส้มตำวังสะพุง ถูกหวยรับ 6 ล้าน บอกมีเงินจะควงสากต่อไป ไม่เลิก

บุญหล่นทับแม่ค้าส้มตำที่ อ.วังสะพุง จ.เลย ซื้อลอตเตอรี่ในตลาดนัดได้เลข 57 ที่อยากได้ พบถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน บอกได้เงินแล้วก็จะยึดอาชีพแม่ค้าส้มตำต่อไป พร้อมเอาเงินที่ได้ไปใช้หนี้ ทำบ้าน เก็บเงินเป็นทุนการศึกษาให้ลูก


เมื่อวันที่ 18 ม.ค.60 นางสมรศรี หรือป๊าจิ๋ม แก้วอุดม อายุ 56 ปี แม่ค้าขายส้มตำในโรงเรียนศรีสงครามวิทยา อ.วังสะพุง จ.เลย บุญหล่นทับซื้อลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เลข 145157 รับ 6 ล้าน เตรียมขึ้นเงินนำมาเงินมาสร้างบ้าน จ่ายหนี้สิน และเป็นทุนการศึกษาให้ลูกๆ 4 คน

นางสมรศรี กล่าวว่า เมื่อวันพุธที่ 11 ม.ค.60 ตนเองได้ไปที่ตลาดนัดคลองถม อ.วังสะพุง มีแม่ค้าขายลอตเตอรี่เดินมาขายเลข 145157 ซึ่งเหลือใบสุดท้าย และเป็นเลขท้าย 57 ที่ตนเองกำลังหาซื้ออยู่ จึงได้ซื้อมา 1 ใบ ราคา 80 บาท หลังจากรางวัลลอตเตอรี่ประกาศผล จึงนำลอตเตอรี่มาตรวจในช่วงเย็น ปรากฏว่าถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน ดีใจจนร้องไห้ ตั้งสติ รีบโทรไปบอกสามีซึ่งกำลังสอนเด็กนักเรียนอยู่ จากนั้นได้นำลอตเตอรี่ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองเลย

ส่วนเงินที่ได้รับ 6 ล้าน จะไปสร้างบ้านที่เมืองเลย ซึ่งตนเองไม่มีบ้านอาศัย ปัจจุบันมาพักอยู่ที่บ้านพักครูที่โรงเรียนศรีสงครามวิทยามานาน 30 กว่าปีแล้ว อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้หนี้สินสหกรณ์ครูเลยที่สามีไปกู้ยืมมา และอีกส่วนเป็นการศึกษาบุตรอีก 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ถึงแม้ว่าจะถูกรางวัลที่ 1 เป็นเงิน 6 ล้าน ก็ยังไม่คิดจะเลิกอาชีพขายส้มตำที่โรงเรียน ซึ่งขายมาแล้ว 10 กว่าปี

“สุเทพ”เมิน”เอ็มโอยู”ปรองดอง ชี้ไม่ใช่ทางออก

“สุเทพ” หนุนรัฐบาลสร้างความปรองดอง แต่ “MOU” ไม่ใช่ทางออก ยันไม่ร่วมเซ็น ชี้ต้องทำให้ “คนในชาติ” เคารพกฏหมาย นำไปสู่ความปรองดองแท้จริงก่อนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย(กปปส.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมการปฏิรูปและตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ตนขอสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีการปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มีพระกษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ตนมองว่าการตั้งคณะกรรมการปรองดองฯ มีหัวใจหลัก 3 ด้านคือ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดอง แต่รู้สึกกังวลในส่วนของการสร้างความปรองดอง เพราะหัวใจหลักที่สำคัญของการปรองดองคือ จะต้องรณรงค์ให้ ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนจะต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย และหวังว่าการปรองดอง จะทำให้ทุกอย่างสงบสุข เรียบร้อยประเทศเจริญก้าวหน้า เดินไปข้างหน้าได้

นอกจากนี้ในส่วนของการจับมือเซ็น MOU ร่วมกันนั้น คงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างความปรองดองได้ เพราะความปรองดอง จะเกิดขึ้นได้นั้นประชาชนทุกคนในชาติต้องสามัคคีกัน และตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรม ที่อ้างความปรองดอง หรือการออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112, การกระทำการทุจริตคอรัปชั่น ,การกระทำความผิดอาญาต่างๆ เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการปรองดอง

ส่วนกรณีหากจะให้พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นแย้งกับรัฐบาลมาร่วมแสดงความคิดเห็นหาทางออกเพื่อความปรองดองของประเทศ และการเซ็น MOU ร่วมกันนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า จะไม่ไปร่วมลงนาม MOU ดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้น ไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง เพระแค่การลงนาม MOU การปรองดองจะไม่เกิดผลอย่างแท้จริง แต่หากมีการเชิญตนให้ไปร่วมแสดงความคิด เห็นเพื่อหาทางออกของความปรองดองนั้น ก็ยินดีที่จะเข้าร่วม

เปิดคำพิพากษา 3 ศาล “คดีครูจอมทรัพย์”

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม“ศาลนครพนม”-“ศาลอุทธรณ์ ภาค 4”-“ศาลฎีกา”คดีครูจอมทรัพย์”คำพิพากษาศาลจังหวัดนครพนมคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดสกลนคร ต่อศาลจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พ.ศ. 2548 ในข้อหา ความผิดต่อชีวิต, ประมาท ,ความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกต่อมาศาลจังหวัดนครพนม มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. พ.ศ.2549 ว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลากลางคืน มีเหตุเกิดขึ้นที่ ถนนสายธาตุน้อย-นาเหนือ ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม มีผู้ขับขี่รถยนต์ชนจักรยานที่มีนายเหลือ พ่อบำรุง เป็นผู้ขับขี่ เป็นเหตุให้นายเหลือถึงแก่ความตาย ต่อมาเจ้าพนักงานสืบทราบว่า รถยนต์คันที่เฉี่ยวชนผู้ตายมีหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร จึงทำการตรวจสอบจนทราบว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวอยู่ในขณะเกิดเหตุ

ทั้งได้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบร่องรอยการเฉี่ยวชนของรถคันดังกล่าวแล้ว เชื่อว่ารถดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถจักรยานของผู้ตายจริง จึงจับตัวจำเลยมาดำเนินคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ เบิกความว่า วันเวลาเกิดเหตุพยานเห็นรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของพยาน ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขี่รถจักรยานสวนทางมา จนเฉี่ยวชนผู้ตายแล้วคนขับรถยนต์หยุดรถ พยานหันคันบังคับรถจักยานยนต์ไปยังบริเวณที่รถยนต์กระบะจอดอยู่เพื่อให้ไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของพยานส่องไปเห็นป้ายทะเบียน ปรากฏหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางคืน และสภาพที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนสองช่องทางเป็นช่องทางเดินขึ้นทางหนึ่งและทางล่องอีกทางหนึ่ง และไม่มีแสงไฟส่องสว่าง การที่รถยนต์คันดังกล่าวขับแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่สวนมาโดยไม่ใช้ความระมัดระวังว่า มีรถแล่นสวนมาในช่องทางเดินรถอีกช่องทางหนึ่งหรือไม่

แสดงให้เห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกขับมาด้วยความประมาทเลินเล่อส่วนในประเด็นว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีหมายเลขทะเบียนอะไรนั้น นางทัศนีย์ เบิกความว่าใช้แสงไฟฟ้าของรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ส่องไปบริเวณท้ายรถยนต์ที่จอดอยู่ห่างประมาณ 10 เมตร สามารถเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน จึงน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่นางทัศนีย์เบิกความว่า สามารถจดจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ชนผู้ตายได้ตั้งแต่ในที่เกิดเหตุต่อมาพนักงานสอบสวนตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวจนกระทั่งทราบเจ้าของรถและนำรถมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ร.ต.อ.ทศพล ธรรมวงศ์ ผู้ตรวจพิสูจน์ก็ตรวจพบว่าบริเวณฝากระโปรงด้านหน้าข้างซ้ายรถ มีรอยครูดใหม่และบริเวณใกล้กับโคมไฟหน้ามีลักษณะกระทบกับวัตถุที่มีน้ำหนักและอ่อนนุ่มเช่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคน จนปรากฏรอยเส้นประทับอยู่ และตรวจพบสีเขียวที่บริเวณตะเกียบกับบังโคลนด้านหน้ารถจักรยานของผู้ตาย

โดยความเห็นของ ร.ต.อ. ทศพล ก็สอดคล้องกับความเห็นของผู้ตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์และสอดคล้องกับความความเห็นของพยานอีกปาก คือ นายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร เบิกความว่า พยานซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร จากจำเลย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 แล้วจำเลยขอยืมรถไปใช้ทำธุระแจ้งว่า จะนำมาคืนตอนเย็นของวันเดียวกัน แต่ก็ไม่นำมาคืนตามนัด พยานไปรับรถคืนที่บ้านจำเลยเมื่อวันที่12 มีนาคม 2548 พบร่องรอยขูดขีดที่กระโปรงรถด้านซ้ายอันเป็นรอยที่ไม่เคยเห็นมาก่อนต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งชิ้นส่วนรถจักรยานของผู้ตาย ที่มีสีเขียวติดอยู่กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร.ต.อ.หญิง ประทุม พรมมี ผู้ตรวจพิสูจน์ก็ยังลงความเห็นว่า สีเขียวที่ปรากฏในชิ้นส่วนรถจักรยานผู้ตาย เป็นสีเขียวชนิดเดียวกับสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์คำเบิกความของนางทัศนีย์ ประจักษ์พยานประกอบความเห็นของผู้ชำนาญการพิเศษทั้งสองปาก มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังว่า

มีผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนกับรถจักรยานของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจริงสำหรับในประเด็นว่าใครเป็นผู้ขับรถยนต์ฺคันดังกล่าวชนผู้ตายนั้น นายประพัฒน์ เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวในช่วงเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับเช่นนั้นและแม้นางทัศนีย์ จะเบิกความในชั้นศาลว่า พยานเห็นคนขับรถยนต์กระบะลงมาจากรถด้วยและยืนยันว่าคนขับเป็นผู้ชาย โดยนายทวีเลิศและนายสว่าง พ่อบำรุง ซึ่งเป็นน้องชายผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวให้นายทวีเลิศ ฟังด้วย และนายทวีเลิศ ก็มาเล่าให้นายสว่าง ฟังอีกต่อหนึ่ง แต่ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศ ก็ไม่ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเอาไว้ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงในส่วนที่สำคัญ โดยนางทัศนีย์ เบิกความว่า ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว

แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกไว้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและผิดปกติอย่างยิ่งที่พนักงานสอบสวนจะไม่ได้บันทึกว่าประจักษ์พยานเห็นผู้กระทำความผิดว่าเป็นชายหรือหญิง อีกทั้งจะสันนิษฐานว่าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยจงใจไม่บันทึกคำให้การเช่นว่านั้นเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในขณะสอบปากคำพยานดังกล่าว พนักงานสอบสวนก็ยังไม่ทราบว่า เจ้าของรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุเป็นชายหรือหญิง คำให้การในชั้นสอบสวนในส่วนนี้จึงน่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ไปในที่เกิดเหตุจริง ที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ขับรถไปในบริเวณเกิดเหตุนั้น ก็มีเพียงตัวจำเลยและนางยุพิน ซึ่งเป็นญาติของจำเลยมาเบิกความเท่านั้น จึงเป็นเรื่องง่ายแก่การกล่าวอ้างและมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยมีนายคึกฤทธิ์ สุนรบดี เจ้าพนักงานขนส่ง มาเบิกความว่า สีเขียวบริเวณตัวอักษรและขอบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล เหมือนกันทั่วประเทศนั้น

แต่คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงตั้งแต่คำของประจักษ์พยาน, ผู้ชำนาญการผู้ตรวจร่องรอยการเฉี่ยวชน และผู้ทำการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนรถจักรยานกับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ไม่ได้อาศัยเพียงผลการตรวจพิสูจน์ที่ระบุว่า สีเขียวที่ติดอยู่บริเวณชิ้นส่วนรถจักรยานเป็นสีเขียวชนิดเดียวกับสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เท่านั้น จึงไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3 ปี ,ฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 2 เดือนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 4คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์ชนรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่หรือไม่ศาลเห็นว่า นางทัศนีย์ ประจักษ์พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่ได้บอกเพื่อนที่ขับขี่รถจักยานยนต์ตามหลังมาว่า รถยนต์กระบะคันที่ชนยี่ห้ออะไร หมายเลขทะเบียนอะไร และไม่ได้บอกญาติผู้ตายด้วยทำให้น่าสงสัย ว่าพยานจะเห็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะดังกล่าวและจดจำได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าพยานเห็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะดังกล่าวและจดจำได้

พยานก็น่าจะต้องรีบบอกเพื่อนที่ขับรถจักรยานยนต์ตามมาทันทีว่า จำหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ชนผู้ตายได้เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามผู้ขับรถยนต์ชนผู้ตายและที่นางทัศนีย์เบิกความคนขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชาย ก็ไม่ตรงกับจำเลยซึ่งเป็นผู้หญิงส่วนรถยนต์กระบะที่จำเลยขายให้นายประพัฒน์ และยืมไปในวันเกิดเหตุมีรอยครูดบริเวณด้านหน้าซ้ายนั้น เห็นว่า หากรถยนต์กระบะแล่นแซงรถจักรยานยนต์ที่นางทัศนีย์ ขับขี่ล้ำเข้าไปชนกับรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่สวนทางมา รถยนต์กระบะต้องแซงออกไปทางด้านขวาของรถจักยานยนต์ที่นางทัศนีย์ขับขี่และน่าจะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานทางด้านขวาของรถยนต์กระบะ ดังนั้นรอยครูดที่ปรากฏทางด้านซ้ายของรถยนต์กระบะ จึงไม่น่าเชื่อว่า จะเกิดจากการเฉี่ยวชนกับรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่และที่มีสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ติดอยู่ที่ตะเกียบหน้าซ้ายและบังโคลนหน้าของรถจักรยานนั้น แสดงว่า รถจักรยานถูกรถยนต์ชนบริเวณแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งน่าจะทำให้แผ่นป้ายทะเบียนมีร่องรอยการถูกชน แต่กลับได้ความ จาก ร.ต.อ.ทศพล ว่าแผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์กระบะดังกล่าวไม่มีรอยบุบพยานหลักฐานโจทก์ยังมีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่หรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดมา จึงเห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาศาลฯเห็นว่า คดีนี้ไม่ได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในที่เกิดเหตุ ดังนั้นจึงจำต้องพิจารณาเสียก่อนว่า รถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมีหมายเลขทะเบียนอะไร ในข้อนี้ โจทก์มีนางทัศนีย์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เบิกความยืนยันว่า พยานเห็นและจดจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะคันที่ชนผู้ตายได้ว่ามีหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร เห็นว่า แม้ว่าเหตุคดีนี้จะเกิดในเวลากลางคืนและบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางส่องสว่างก็ตาม แต่นางทัศนีย์ ก็เบิกความว่า ใช้แสงไฟของรถจักยานยนต์คันที่ตนขับส่องไปบริเวณท้ายรถยนต์ที่จอดอยู่ห่างประมาณ10 เมตร สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน โดยยืนยันด้วยว่าไฟส่องสว่างด้านหน้ารถจักยานยนต์ของตนยังอยู่ในสภาพดี และคำเบิกความดังกล่าวนี้ก็สอดคล้องกับในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์ ที่ได้ให้การใกล้ชิดกับวันเวลาที่เกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำเบิกความของนางทัศนีย์ เมื่อต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะคันดังกล่าว

จนกระทั่งทราบชื่อเจ้าของรถและนำรถมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยมี ร.ต.อ.ทศพล ธรรมวงศ์ เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ ซึ่งก็ได้ตรวจพบว่าบริเวณฝากระโปรงด้านหน้าข้างซ้ายของรถมีรอยครูดซึ่งมีลักษณะของการครูด2 ครั้ง มีรอยครูดใหม่ทับรอยครูดเก่า และบริเวณใกล้กับโคมไฟหน้ามีลักษณะกระทบกับวัตถุที่มีน้ำหนักและอ่อนนุ่มเช่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ จนปรากฏรอยเส้นประทับอยู่ และตรวจพบสีเขียวที่บริเวณตะเกียบกับบังโคลนด้านหน้ารถจักรยานของผู้ตายตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งความเห็นของ ร.ต.อ.ทศพล ก็สอดคล้องกับความเห็นของนายสุรพงษ์ ละมูลน้อย ผู้ตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์กระบะที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้ทำการตรวจสภาพรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครแล้ว พบว่าบนฝากระโปรงด้านซ้ายมีรอยครูดเก่าและรอยครูดใหม่จากด้านโคมไฟส่องหน้าเฉียงยาวไปถึงกระจกมองข้างด้านซ้ายและคำเบิกความของนายประพัฒน์ ที่ว่า

เมื่อรับรถยนต์กระบะจากจำเลยพบรอยครูดใหม่ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ความเห็นของร.ต.อ.ทศพล ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือนอกนั้นยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งชิ้นส่วนรถจักรยานของผู้ตายที่มีสีเขียวติดอยู่กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่ง ร.ต.อ หญิงประทุม พรมมี ผู้ตรวจพิสูจน์ก็ได้ลงความเห็นว่า สีเขียวที่ปรากฏในชิ้นส่วนรถจักรยานของผู้ตายเป็นสีเขียวชนิดเดียวกับสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กระบะเมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของนางทัศนีย์ ประจักษ์พยานโจทก์ประกอบความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ทั้งสองปากแล้ว ทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า

มีผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนกับรถจักรยานของผู้ตายส่วนในข้อที่ว่า ผู้ใดเป็นคนขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวชนผู้ตายนั้น โจทก์มีนายประพัฒน์ มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันดังกล่าวในช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งในข้อนี้จำเลยก็เบิกความรับว่าเป็นจริงแม้นางทัศนีย์ จะเบิกความในชั้นศาลว่า พยานเห็นคนขับรถยนต์กระบะลงมาจากรถด้วยและยืนยันว่าคนขับเป็นผู้ชาย โดยนายทวีเลิศและนายสว่าง พ่อบำรุง ซึ่งเป็นน้องชายผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวให้นายทวีเลิศ ฟังด้วย และนายทวีเลิศ ก็มาเล่าให้นายสว่าง ฟังอีกต่อหนึ่ง แต่ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศ ก็ไม่ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเอาไว้ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงในส่วนที่สำคัญ โดยนางทัศนีย์ เบิกความว่า ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกไว้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและผิดปกติอย่างยิ่งที่พนักงานสอบสวนจะไม่ได้บันทึกว่าประจักษ์พยานเห็นผู้กระทำความผิดว่าเป็นชายหรือหญิง อีกทั้งจะสันนิษฐานว่าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยจงใจไม่บันทึกคำให้การเช่นว่านั้นเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในขณะสอบปากคำพยานดังกล่าว พนักงานสอบสวนก็ยังไม่ทราบว่า เจ้าของรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุเป็นชายหรือหญิง คำให้การในชั้นสอบสวนในส่วนนี้จึงน่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครชนผู้ตายจริง ที่จำเลยนำสืบว่า ไม่ได้ขับรถไปในบริเวณที่เกิดเหตุนั้นก็มีเพียงจำเลยและนางยุพิน ปรีจิตร ซึ่งเป็นญาติของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานเท่านั้น ซึ่งง่ายแก่การกล่าวอ้างและมีน้ำหนักน้อยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ฮือฮา! ผู้นำเชชเนียให้ปอร์เช่ 10 ล้าน นักมวยยูเอฟซีแบบฟรีๆ

นักมวยยูเอฟซี โพสต์ขอบคุณผู้นำเชชเนีย หลังได้รับของขวัญพิเศษเป็นเก๋งปอร์เช่รุ่นใหม่ ราคากว่า 10 ล้านบาท มีลูกชายผู้นำมามอบให้ถึงมือ

นักมวยยูเอฟซี โพสต์ขอบคุณผู้นำเชชเนีย หลังได้รับของขวัญพิเศษเป็นเก๋งปอร์เช่รุ่นใหม่ ราคากว่า 10 ล้านบาท มีลูกชายผู้นำมามอบให้ถึงมือสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกออนไลน์ต่างวิจารณ์วิพากษ์เป็นกระแสโซเชียลฯ หลังผู้นำเชชเนียได้ถอยรถเก๋งคันหรูให้กับนักมวยยูเอฟซีชื่อดังเป็นของขวัญวันเกิดให้ฟรีๆ โดยลูกชายทั้ง 3 คนของท่านผู้นำเป็นผู้ส่งมอบให้ถึงมือ

ตามรายงานระบุว่า อัลดุล เอดิลอฟ นักมวยยูเอฟซีได้รับของขวัญสุดพิเศษ ฉลองอายุ 25 ปีของเขาเป็นรถเก๋งปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นใหม่ มูลค่าราวๆ 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นของขวัญจาก ราชัม กอดีรอฟ ผู้นำเชชเนีย สาธารณรัฐหนึ่งของประเทศรัสเซีย

อัลดุล เอดิลอฟ ได้โพสต์ภาพของขวัญเป็นรถเก๋งหรูคันนี้ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว ซึ่งเผยให้เห็นว่า ลูกชายทั้ง 3 คนของผู้นำเชชเนีย เป็นผู้นำเอารถเก๋งคันหรูมาส่งมอบให้ถึงกับมือ โดยเขาได้โพสต์ข้อความภาษารัสเซีย แสดงความขอบคุณและรู้สึกซึ่งใจกับของขวัญชิ้นนี้เป็นอย่างมาก

การมอบของขวัญพิเศษชิ้นนี้ของผู้นำเชชเนีย ถือเป็นความปรารถนาส่วนตัว เนื่องจากชื่นชอบในกิจกรรมต่อสู้ชกมวยเป็นอย่างมาก โดยเมื่อเดือนก่อนผู้นำและลูกชายทั้ง 3 คน ได้เข้าร่วมชมเกมการต่อสู้ชกมวยในศึก MMA แม้ว่าจะมีกฎห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าชม แต่กรณีนี้ก็ถูกได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ เพราะการช่วยเหลือของ อัลดุล เอดิลอฟ คนนี้นั่นเอง

เจ้าชายซาอุฯ วอน รัฐเลิกกฎห้ามสตรีขับรถ

เจ้าชายซาอุดีอาระเบีย ฉีกกรอบประเพณี ทวีตข้อความกระตุ้นรัฐยกเลิกกฎห้ามสตรีขับรถ เพื่อลดค่าใช้จ่าย

เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล ปลุกกระแสโซเชียลและเศรษฐกิจ เรียกร้องยกเลิกข้อห้าม ชี้ข้อห้ามขับรถของสตรีเหมือนการจำกัดการศึกษา โดย เจ้าชายอัลวาลีด เรียกร้องให้มีการกระตุ้นการยกเลิกกฎของประเทศที่ห้ามสตรีขับรถยนต์ โดยทวีตข้อความผ่านทวิตเอตอร์ทางการว่า “หยุดโต้แย้งคัดค้านผู้หญิงขับรถ” เจ้าชายอัลวาลีดแตกต่างจากสมาชิกราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ตรงที่พระองค์ไม่ยึดถือการเมืองเดิมของราชวงศ์ และยังสนับสนุนสิทธิสตรีในราชอาณาจักร

ที่อึดอัดใจกับข้อจำกัดของสตรีที่สุดในโลก จากการไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถ ในข้อความสั้น ๆ บนทวีตเตอร์ของพระองค์ ที่โพสต์เมื่อวานนี้ เหตุผลเพียงเพื่อสนับสนุนให้ยกเลิกข้อห้ามการกีดกันสตรีจากการขับรถ วันนี้ เป็นปัญหาของสิทธิที่คล้ายกับการห้ามไม่ให้สตรีได้รับการศึกษา หรือห้ามไม่ให้มีตัวตน

เจ้าชายอัลวาลีด กล่าวอีกว่า ทุกการกระทำจากสังคมเดิมไม่เป็นธรรมต่อสตรี ถูกจำกัดขอบเขตมากกว่าสิทธิตามกฎหมาย จากข้อห้ามทางศาสนา นอกจากนี้ ยังอธิบายว่า ค่าใช้จ่ายทาเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นจากการที่สตรีต้องอาศัยคนขับส่วนตัวที่เป็นชาวต่างชาติหรือแท็กซี่ แม้ว่าคู่สมรถจะสามารถรับส่งได้ แต่ในบางครั้งผู้หญิงจำต้องเดินทางนอกเหนือจากเวลาปกติ และนั่นทำให้สิ้นเปลืองค่าจ้างจากเดิม ความต้องการขับรถของสตรีเป็นความต้องการของสังคมอย่างเร่งด่วน ตามสภาพปัจจุบัน

ตร.ภ.5 บุกทลายบ่อนออนไลน์แม่สาย พบขายไอซ์ให้วัยรุ่นด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับ ชุดสืบสวน สภ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย นำกำลังกว่า 10 นาย บุกจู่โจมเข้าตรวจค้น อาคารเลขที่ 20 หมู่ที่ 1 ถนนสายลมจอย ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบเปิดให้มีการแทงพนันออนไลน์ และขายยาไอซ์ให้กลุ่มวัยรุ่นเข้าไปมั่วสุม

จากการตรวจค้นพบภายในอาคาร ที่มีการซอยพื้นที่ออกเป็นห้องๆ ได้ยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวน 5 ชุด ยาไอซ์บรรจุในซองแบบมีที่รูดปิดจำนวน 10 ซอง น้ำหนักประมาณ 30 กรัม ขณะเข้าตรวจค้นพบกลุ่มวัยรุ่นนับ 10 คน กำลังมั่วสุมอยู่ แต่ว่าได้แตกฮือหลบหนีออกไปได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายธงไชย คำเมธา อายุ 21 ปี และนายนพดล สามนวล อายุ 21 ปี

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า มีนายทุนเป็นพ่อค้าพลอยชาวจันทบุรี มาลงทุนให้เปิดรับแทงพนันออนไลน์ อาทิ ไพ่บักคาร่า โดยเปิดมาได้ 2 เดือน ลูกค้าส่วนใหญ่โทรมาจากลาวและเมียนมาและในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ส่วนยาไอซ์ยอมรับว่าได้นำขายย่อยให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่มามั่วสุมเสพกันภายใน เพื่อให้เกิดความคึกคัก เพราะต้องรอรับแทงพนันตลอด 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ไปส่งพนักงานสอบสวนเวร สภ.แม่สาย สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองผบ.ตร.นำทีมทลายบ่อนออนไลน์ รวบชาวจีน17คนที่เชียงใหม่

พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภาค 5 พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี ผบก.ตม.5 พล.ต.ต.มนตรี สัมบุญณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 50 นาย บุกเข้าจับกุมบ่อนพนันออนไลน์รายใหญ่ บ้านเลขที่ 332 หมู่ 13 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภายในหมู่บ้านสวนกฤษณาเชียงใหม่ เส้นทางเข้ากาดฝรั่ง ซึ่งบริเวณหมู่บ้านลักษณะเป็นรีสอร์ท เปิดให้เช่าพักจำนวนหลายหลัง

ทั้งนี้ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 3 ชั้น ชั้นล่างเจ้าหน้าที่พบชาวจีนจำนวน 17 คน แยกเป็นชาย 14 หญิง 3 คน กำลังนั่งรับแทงพนัน และชักชวนเล่นพนันออนไลน์ผ่านโน๊ตบุ๊ก จำนวน 20 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์การเชื่อมต่อไวไฟความเร็วสูง เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด และประสานล่ามชาวจีนมาช่วยประสานงาน มีนายเจิ้ง ไค หยู๋ อายุ 28 ปี เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ รับเป็นผู้ประสานงานทั้งติดต่อเช่าบ้านและเป็นหัวหน้าทีม

โดยนายเจิ้ง ไค หยู๋ หัวหน้าทีม ให้การรับสารภาพว่า เข้ามาเช่าบ้านสวนกฤษณาเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดออนไลน์ชักชวนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ให้เล่นพนัน โดยมีบริษัทใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน ที่นี่ถือเป็นสาขาหนึ่งในการหาสมาชิกที่มีรายได้ดี ส่วนสาเหตุที่ออกมาเช่าบ้านในประเทศไทย เพราะกฏหมายไม่รุนแรงเหมือนประเทศจีน จึงใช้ระบบกระจายกันไปในลักษณะนักท่องเที่ยวเพื่อเช่าบ้านในประเทศที่กฏหมายไม่รุนแรง

พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.ภาค 5 ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกันสืบสวนสอบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีการลักลอบแอบเปิดบ่อนพนันออนไลน์ที่หมู่บ้านแห่งนี้ มีรายได้ 50,000 หยวนต่อวัน หรือประมาณ 250,000 บาท จึงสั่งการให้ตำรวจ ตม. และตำรวจภูธรแต่ละภาคประสานทลายบ่อนพนันออนไลน์ที่คาดว่ามีการแอบเปิดทั่วประเทศในขณะนี้ เพราะมีรายได้สูงและการสืบสวนสอบสวนจับกุมยาก

หลักฐานชี้! เครื่องบินตกในโคลอมเบีย เพราะน้ำมันหมด

เทปบันทึกเสียงของเครื่องบินที่ประสบอุบัติเหตุตกในโคลอมเบียชี้ว่า เครื่องบินน้ำมันหมดก่อนที่จะตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากหลักฐานเทปบันทึกเสียงในเครื่องบินที่ได้จากหอบังคับการบินชี้ว่า เครื่องบินโดยสารที่ประสบอุบัติเหตุตกในประเทศโคลอมเบียนั้นมีสาเหตุมาจากเครื่องบินน้ำมันหมด โดยในหลักฐานเทปบันทึกเสียงดังกล่าวได้ยินเสียงของนักบินกล่าวย้ำขออนุญาตลงจอด เนื่องจากเกิดปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าและน้ำมันกำลังจะหมด ซึ่งก่อนที่เทปบันทึกเสียงจะสิ้นสุดลง นักบินยังกล่าวอีกว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่ที่ความสูง 2,743 เมตร

บนเครื่องบินลำดังกล่าวมีผู้โดยสารทั้งหมด 77 คน มีผู้รอดชีวิต 6 คน อย่างไรก็ตามมีอีก 4 คนที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร แต่ไม่ได้เดินทางไปขึ้นเครื่อง

หลักฐานเทปบันทึกเสียงที่สื่อโคลอมเบียหลายแห่งนำมาเปิดเผยนี้ เป็นการยืนยันถึงรายงานก่อนหน้านี้ที่สันนิษฐานกันว่า การที่เครื่องบินตกอาจมีสาเหตุมาจากน้ำมันหมด เพราะจากการตรวจสอบซากเครื่องบินไม่พบร่องรอยของการระเบิดที่ส่วนไหนเลย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมน้ำมันจึงหมด ไม่ว่าจะเป็นเพราะน้ำมันรั่วหรือเติมน้ำมันมาไม่พอ ขณะที่คณะสืบสวนยังไม่ประกาศสรุปสาเหตุอย่างเป็นทางการของการตก และการวิเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้คาดว่าต้องใช้เวลาหลายเดือน

ส่วนกล่องดำทั้งสองกล่องของเครื่องบินได้รับการเก็บกู้ออกจากซากเครื่องบินแล้ว โดยตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังทำการตรวจสอบกล่องดำอยู่ และทีมสอบสวนจากอังกฤษจะให้ความช่วยเหลือในการสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย เพราะเครื่องบินลำดังกล่าวถูกประกอบขึ้นในประเทศอังกฤษ